counter 86,350

^_^ นั่งเรือชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ช่วงหยุด ๒-๓ วันมานี้
ได้มีโอกาสพาครอบครัวไปสัมผัสบรรยากาศต่างจังหวัดมา
จริงๆเป็นความคิดของเจ้าน้องชายคนเดียวของผม
ซึ่งก็ชวนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วล่ะ
แล้วก็ปฏิเสธไปแล้วหนนึงด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อวันพุธที่แล้วก็ชวนมาอีก
แบบว่าอยากให้ไปด้วยให้ได้
เพราะว่าเป็นช่วงวันแม่
จะได้พาแม่ที่ลงมาเลี้ยงหลานที่ชลบุรีไปเที่ยวด้วย
สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าไปก็ได้
ซึ่งตอนแรกที่บอกไม่ได้ไปนั้น
น้องชายจองบ้านพักโฮมสเตย์ที่อัมพวาไว้แล้ว
พอผมเปลี่ยนใจน้องชายก็เลยต้องหาบ้านพักใหม่
เพราะว่าบ้านที่จองไว้ไม่เหลือแล้วนั่นเอง

การเดินทางก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้าวันเสาร์
ไปทานข้าวต้มกุ้งกันที่บ้านน้องสะใภ้ที่สมุทรปราการ
เมื่อเตรียมสัมภาระกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ออกเดินทางไปเส้นดาวคะนอง พระราม ๒
รถก็ถือว่าเยอะ แต่ไม่ถึงกับติด เรียกว่าไปได้คล่องตัว
ผ่านสมุทรสาคร เข้าสมุทรสงคราม
ก่อนเข้าบ้านพักก็แวะชมอุทธยาน ร.๒ กันสักครู่



ออกจากอุทธยานก็ขับเลยไปอีกประมาณ ๑๐ กว่ากิโล
ไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือตรงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ทำบนเรือจริงๆ
แต่เวลาทานต้องนั่งทานบนบก
ขืนนั่งทางบนเรือคงไม่ได้กินกันแน่ๆ



หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ขับย้อนกลับเส้นทางเดิมนิดหน่อย
เพื่อเข้าบ้านพักที่จองเอาไว้
บ้านพักนี้ชื่อว่า "บ้านไทยดำเนิน"



ต้องขับเข้าไปจากถนนใหญ่อีกประมาณ ๒-๓ กิโล
ทางไม่ถึงกับดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
ไปถึงเจ้าของรวมทั้งพนักงานก็ออกมาช่วยขนของ
พร้อมกับต้อนรับพวกเราทั้ง ๑๑ ชีวิต ซึ่งก็มีผู้ใหญ่ ๗ เด็กอีก ๔
ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อนที่ตัดจากต้นในสวนหลังบ้านพักนั่นแหล่ะ



บ้านพักที่เราไปพักถือว่าบรรยากาศเยี่ยมมากครับ
เท่าที่ได้คุยกับลูกหลานเจ้าของ
เค้าเพิ่มทำได้ไม่นาน เลยมีแค่ไม่กี่หลัง
และก็กำลังจะทำบ้านพักเพิ่มอีก
บ้านพักออกแบบอย่างลงตัวเอามากๆ
มีระเบียงหน้าบ้านพักให้นั่งเล่น
ในบ้านพักชั้นล่างมีเตียงคู่ มีห้องน้ำที่ออกแบบมาอย่างดี
ชั้นบนเป็นเหมือนห้องใต้หลังคาแต่ไม่ได้กั้นฝาผนัง
ซึ่งก็นอนได้อีกประมาณ ๓ คนแบบไม่ต้องเบียด
แล้วก็ไม่แปลกใจเพราะว่าลูกเจ้าของเค้าเป็นคนออกแบบ
และเค้าก็เปิดบริษัทออกแบบบ้านอยู่แล้ว
และส่วนใหญ่ก็บอกว่าทำให้กับลูกค้าต่างชาติที่พัทยา
มิน่า...บ้านพักถึงได้ออกแบบและตกแต่งอย่างลงตัว
ดังที่ได้เก็บภาพมาอวดกันข้างล่างนี่แหล่ะครับ

















หลังจากพักผ่อนตอนบ่ายกันได้ที่
ประมาณบ่าย ๔ โมงกว่าๆก็ออกจากบ้านพักอีกครั้ง
ขับเข้าไปตัว อ. อัมพวา เพื่อไปหามื้อเย็นทาน
เป็นร้านอาหารทะเลบรรยากาศริมแม่น้ำ
หลังจากทานเสร็จก็วกกลับไปแถวๆตลาดอัมพวา
ซึ่งก็เป็นด้านในของอุทธยาน ร. ๒ที่แวะกันช่วงแรกนั่นแหล่ะครับ
จุดประสงค์ที่จะเข้าไปดูบรรยากาศของตลาดน้ำ
และนั่งเรือชมหิ่งห้อยของ ๒ ฝั่งแม่น้ำ
คนที่มาเดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต้องบอกว่าเยอะมากๆ
อาจจะเพราะว่าเป็นวันหยุดคนเลยเที่ยวเยอะ
อีกอย่างเค้าจัดงานนิทรรศการอาหารอีกด้วย
ก็เดินๆดูกันสักครู่ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือ
กลัวจะเป็นภาระเพราะว่าจะต้องไปลงเรืออีก
ช่วงระหว่างรอก็ไปนั่งกินปังเย็นและน้ำเย็นๆดับร้อนกันริมน้ำ



จนกระทั่งถึงเวลา ๑ ทุ่ม ๕๐ ก็ได้เวลาลงเรือ
เรือที่เช่าเป็นเรือขนาดเล็กนั่งได้ประมาณ ๑๒ คน
ซึ่งเค้าจะขายตั๋วคนละ ๖๐ บาท
แต่ที่ไปนั่นเช่าแบบเหมาลำ เค้าคิด ๖๐๐ บาท
ไปกัน ๗ คน ผู้ใหญ่ ๔ เด็ก ๓
หายไป ๔ ชีวิตเพราะครอบครัวน้องชายกับแม่ยายไม่ได้ลง
ขับรถกลับบ้านพักไปก่อนตั้งแต่ทานข้าวเสร็จ
แบบว่าแม่ยายของน้องชายเค้ากลัวหลานสาวจะวุ่ยวายเวลาลงเรือ
เรือที่พาเราชมหิ่งห้อยจะพาไปตามลำน้ำ
ซึ่งจะวิ่งครบ ๑ รอบกลับมาท่าน้ำเดิมพอดี
ตอนแรกที่คิดคือสงสัยหิ่งห้อยจะบินว่อนไปมา
ที่ไหนได้ ต้องให้ทางคนขับเรือบอกถึงจะเห็น
ซึ่งหิ่งห้อยจะเกาะกันเต็มต้นลำพูปล่อยแสงระยิบระยับ
มองๆไปแล้วเหมือนกับต้นคริสต์มาสยังไงยังงั้นเลย
คนขับเรือเค้าจะรู้ว่าจุดไหนที่มีหิ่งห้อย
เพราะไม่ใช่ว่าจะมีทุกต้นที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ
มีจุดหนึ่งซึ่งคนขับเรือบอกว่าเป็นจุดที่เยอะที่สุด
ซึ่งก็เยอะอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เป็นพุ่มลำพูที่ใหญ่มากๆ
และหิ่งห้อยก็ส่องแสงวับๆเต็มไปหมด
แล้วมีจุดหนึ่งที่คนขับเรือบอกว่า
เป็นต้นเดียวที่ไม่ใช่ต้นลำพูแล้วหิ่งห้อยเกาะ
ต้นที่ว่าก็คือต้นหูกวาง ซึ่งก็เกาะกันเพียบด้วยเช่นกัน
ความรู้ที่ได้มากจากคนขับเรือคนนี้ก็คือ
ที่หิ่งห้อยเลือกเกาะต้นลำพู
ก็เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่มีน้ำเกาะที่ใบเยอะ
แล้วใต้ต้นลำพูก็เป็นที่วางไข่ของมันด้วย
ที่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เค้าห้ามจับหิ่งห้อยด้วย
เหมือนกับว่าเค้าให้อนุรักษ์ ไม่ใช่ไปทำลาย
จากที่ลงเรือนั่งชมหิ่งห้อยจากท่าน้ำตลาดอัมพวา
วิ่งจากคลองเล็กๆไปออกแม่น้ำที่กว้างเกือบร้อยเมตรได้
ช่วงที่ออกแม่น้ำสายใหญ่ก็เล่นเอาใจตุ้มๆต่อมๆ
เพราะเรือมันเล็กลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับขนาดของแม่น้ำ
และสุดท้ายกลับมาที่ท่าน้ำที่ลงเรือในตอนแรกด้วยสวัสดิภาพ



รวมระยะเวลาที่ลงเรือจนขึ้นจากเรือแล้วก็เกือบๆชั่วโมงได้
ส่วนระยะทางเท่าที่คนรับจองตั๋วเรือบอกเอาไว้
ว่าที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
ก็เพราะว่าระยะทางมันตั้ง ๑๗ กิโลเมตร
ก็ถือว่าคุ้มกับที่ได้เดินทางและตั้งใจมาชมกัน
เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตและได้เที่ยวชมเมืองไทย
ที่ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัส



สำหรับการไปเที่ยวในครั้งนี้
นอกเหนือจากได้เที่ยงชมธรรมชาติแล้ว
อีกอย่างที่ประทับใจคือเรื่องที่พัก
อย่างที่บอกว่าตอนไปเจ้าของก็ออกมาต้อนรับ
แล้วก็มีมะพร้าวอ่อนให้เราได้ลิ้มรส
ตอนเช้าทางบ้านพักก็จะเตรียมข้าวต้มกุ้ง
ขนมปัง เนยและแยม พร้อมโอวัลตินและกาแฟ
ไว้ให้เราไปนั่งรับประทานนั่งดื่มกันริมคลองนั่นเลย
ซึ่งบรรยากาศต้องบอกว่าเยี่ยมมากเลยครับ
แล้วบรรดาเจ้าของก็ออกมาพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง
เช้านั้น เด็กๆก็ได้มอบพวดดอกมะลิให้กับแม่ของเค้า
ผมและน้องชายรวมทั้งน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ก็ได้มอบพวงดอกมะลิพวงใหญ่ให้แม่เนื่องในวันแม่ด้วยเช่นกัน
ช่วงเช้าวันนั้นคลองหน้าบ้านพักจะมีเรือหางยาววิ่งกันไม่ขาดสาย
แล้วทั้งหมดนั้นก็จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งเรือชมบรรยากาศริมคลอง
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกฝรั่ง แต่ก็เห็นมีชาวเอเชียบ้างเหมือนกัน
อ่อ...แล้วบ้านพักเค้าก็มีคลองเล็กๆในสวน
มีเรือให้พายเล่น กันน้องสาวก็เลยพากันไปลองพาย
เกิดมายังไม่เคยพายเรือเลยครับ ซึ่งก็ลำบากกันน่าดู
เพราะพายทีมันก็จะหมุนที กว่าจะเช้าที่ก็เล่นเอาเมื่อยแขนกันน่าดู
แต่ก็สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ที่ดี
เลยอดที่จะชมคนที่เค้าพายเรือคนเดียวไม่ได้ว่าเก่งจริงๆ
ก่อนออกจากบ้านพัก ทางลูกชายเจ้าของบ้านพัก
ก็ขอนามบัตรเอาไว้ และบอกว่าจะส่งรูปที่ถ่ายมาให้ทางอีเมล์
จากบ้านพักที่ต่างจากที่จองไว้ในตอนแรก
แถมไกลจากอัมพวาจุดที่ตั้งใจไปเที่ยว
กลับเป็นบ้านพักที่ประทับใจพวกเราทั้งบรรยากาศและการต้อนรับ
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าถ้าจะไปเที่ยวที่นั่นอีก
ก็คงต้องคิดถึงที่นี่เป็นแรกอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

^_^ นั่งเรือชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ช่วงหยุด ๒-๓ วันมานี้
ได้มีโอกาสพาครอบครัวไปสัมผัสบรรยากาศต่างจังหวัดมา
จริงๆเป็นความคิดของเจ้าน้องชายคนเดียวของผม
ซึ่งก็ชวนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วล่ะ
แล้วก็ปฏิเสธไปแล้วหนนึงด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อวันพุธที่แล้วก็ชวนมาอีก
แบบว่าอยากให้ไปด้วยให้ได้
เพราะว่าเป็นช่วงวันแม่
จะได้พาแม่ที่ลงมาเลี้ยงหลานที่ชลบุรีไปเที่ยวด้วย
สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าไปก็ได้
ซึ่งตอนแรกที่บอกไม่ได้ไปนั้น
น้องชายจองบ้านพักโฮมสเตย์ที่อัมพวาไว้แล้ว
พอผมเปลี่ยนใจน้องชายก็เลยต้องหาบ้านพักใหม่
เพราะว่าบ้านที่จองไว้ไม่เหลือแล้วนั่นเอง

การเดินทางก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้าวันเสาร์
ไปทานข้าวต้มกุ้งกันที่บ้านน้องสะใภ้ที่สมุทรปราการ
เมื่อเตรียมสัมภาระกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ออกเดินทางไปเส้นดาวคะนอง พระราม ๒
รถก็ถือว่าเยอะ แต่ไม่ถึงกับติด เรียกว่าไปได้คล่องตัว
ผ่านสมุทรสาคร เข้าสมุทรสงคราม
ก่อนเข้าบ้านพักก็แวะชมอุทธยาน ร.๒ กันสักครู่



ออกจากอุทธยานก็ขับเลยไปอีกประมาณ ๑๐ กว่ากิโล
ไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือตรงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ทำบนเรือจริงๆ
แต่เวลาทานต้องนั่งทานบนบก
ขืนนั่งทางบนเรือคงไม่ได้กินกันแน่ๆ



หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ขับย้อนกลับเส้นทางเดิมนิดหน่อย
เพื่อเข้าบ้านพักที่จองเอาไว้
บ้านพักนี้ชื่อว่า "บ้านไทยดำเนิน"



ต้องขับเข้าไปจากถนนใหญ่อีกประมาณ ๒-๓ กิโล
ทางไม่ถึงกับดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
ไปถึงเจ้าของรวมทั้งพนักงานก็ออกมาช่วยขนของ
พร้อมกับต้อนรับพวกเราทั้ง ๑๑ ชีวิต ซึ่งก็มีผู้ใหญ่ ๗ เด็กอีก ๔
ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อนที่ตัดจากต้นในสวนหลังบ้านพักนั่นแหล่ะ



บ้านพักที่เราไปพักถือว่าบรรยากาศเยี่ยมมากครับ
เท่าที่ได้คุยกับลูกหลานเจ้าของ
เค้าเพิ่มทำได้ไม่นาน เลยมีแค่ไม่กี่หลัง
และก็กำลังจะทำบ้านพักเพิ่มอีก
บ้านพักออกแบบอย่างลงตัวเอามากๆ
มีระเบียงหน้าบ้านพักให้นั่งเล่น
ในบ้านพักชั้นล่างมีเตียงคู่ มีห้องน้ำที่ออกแบบมาอย่างดี
ชั้นบนเป็นเหมือนห้องใต้หลังคาแต่ไม่ได้กั้นฝาผนัง
ซึ่งก็นอนได้อีกประมาณ ๓ คนแบบไม่ต้องเบียด
แล้วก็ไม่แปลกใจเพราะว่าลูกเจ้าของเค้าเป็นคนออกแบบ
และเค้าก็เปิดบริษัทออกแบบบ้านอยู่แล้ว
และส่วนใหญ่ก็บอกว่าทำให้กับลูกค้าต่างชาติที่พัทยา
มิน่า...บ้านพักถึงได้ออกแบบและตกแต่งอย่างลงตัว
ดังที่ได้เก็บภาพมาอวดกันข้างล่างนี่แหล่ะครับ

















หลังจากพักผ่อนตอนบ่ายกันได้ที่
ประมาณบ่าย ๔ โมงกว่าๆก็ออกจากบ้านพักอีกครั้ง
ขับเข้าไปตัว อ. อัมพวา เพื่อไปหามื้อเย็นทาน
เป็นร้านอาหารทะเลบรรยากาศริมแม่น้ำ
หลังจากทานเสร็จก็วกกลับไปแถวๆตลาดอัมพวา
ซึ่งก็เป็นด้านในของอุทธยาน ร. ๒ที่แวะกันช่วงแรกนั่นแหล่ะครับ
จุดประสงค์ที่จะเข้าไปดูบรรยากาศของตลาดน้ำ
และนั่งเรือชมหิ่งห้อยของ ๒ ฝั่งแม่น้ำ
คนที่มาเดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต้องบอกว่าเยอะมากๆ
อาจจะเพราะว่าเป็นวันหยุดคนเลยเที่ยวเยอะ
อีกอย่างเค้าจัดงานนิทรรศการอาหารอีกด้วย
ก็เดินๆดูกันสักครู่ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือ
กลัวจะเป็นภาระเพราะว่าจะต้องไปลงเรืออีก
ช่วงระหว่างรอก็ไปนั่งกินปังเย็นและน้ำเย็นๆดับร้อนกันริมน้ำ



จนกระทั่งถึงเวลา ๑ ทุ่ม ๕๐ ก็ได้เวลาลงเรือ
เรือที่เช่าเป็นเรือขนาดเล็กนั่งได้ประมาณ ๑๒ คน
ซึ่งเค้าจะขายตั๋วคนละ ๖๐ บาท
แต่ที่ไปนั่นเช่าแบบเหมาลำ เค้าคิด ๖๐๐ บาท
ไปกัน ๗ คน ผู้ใหญ่ ๔ เด็ก ๓
หายไป ๔ ชีวิตเพราะครอบครัวน้องชายกับแม่ยายไม่ได้ลง
ขับรถกลับบ้านพักไปก่อนตั้งแต่ทานข้าวเสร็จ
แบบว่าแม่ยายของน้องชายเค้ากลัวหลานสาวจะวุ่ยวายเวลาลงเรือ
เรือที่พาเราชมหิ่งห้อยจะพาไปตามลำน้ำ
ซึ่งจะวิ่งครบ ๑ รอบกลับมาท่าน้ำเดิมพอดี
ตอนแรกที่คิดคือสงสัยหิ่งห้อยจะบินว่อนไปมา
ที่ไหนได้ ต้องให้ทางคนขับเรือบอกถึงจะเห็น
ซึ่งหิ่งห้อยจะเกาะกันเต็มต้นลำพูปล่อยแสงระยิบระยับ
มองๆไปแล้วเหมือนกับต้นคริสต์มาสยังไงยังงั้นเลย
คนขับเรือเค้าจะรู้ว่าจุดไหนที่มีหิ่งห้อย
เพราะไม่ใช่ว่าจะมีทุกต้นที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ
มีจุดหนึ่งซึ่งคนขับเรือบอกว่าเป็นจุดที่เยอะที่สุด
ซึ่งก็เยอะอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เป็นพุ่มลำพูที่ใหญ่มากๆ
และหิ่งห้อยก็ส่องแสงวับๆเต็มไปหมด
แล้วมีจุดหนึ่งที่คนขับเรือบอกว่า
เป็นต้นเดียวที่ไม่ใช่ต้นลำพูแล้วหิ่งห้อยเกาะ
ต้นที่ว่าก็คือต้นหูกวาง ซึ่งก็เกาะกันเพียบด้วยเช่นกัน
ความรู้ที่ได้มากจากคนขับเรือคนนี้ก็คือ
ที่หิ่งห้อยเลือกเกาะต้นลำพู
ก็เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่มีน้ำเกาะที่ใบเยอะ
แล้วใต้ต้นลำพูก็เป็นที่วางไข่ของมันด้วย
ที่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เค้าห้ามจับหิ่งห้อยด้วย
เหมือนกับว่าเค้าให้อนุรักษ์ ไม่ใช่ไปทำลาย
จากที่ลงเรือนั่งชมหิ่งห้อยจากท่าน้ำตลาดอัมพวา
วิ่งจากคลองเล็กๆไปออกแม่น้ำที่กว้างเกือบร้อยเมตรได้
ช่วงที่ออกแม่น้ำสายใหญ่ก็เล่นเอาใจตุ้มๆต่อมๆ
เพราะเรือมันเล็กลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับขนาดของแม่น้ำ
และสุดท้ายกลับมาที่ท่าน้ำที่ลงเรือในตอนแรกด้วยสวัสดิภาพ



รวมระยะเวลาที่ลงเรือจนขึ้นจากเรือแล้วก็เกือบๆชั่วโมงได้
ส่วนระยะทางเท่าที่คนรับจองตั๋วเรือบอกเอาไว้
ว่าที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
ก็เพราะว่าระยะทางมันตั้ง ๑๗ กิโลเมตร
ก็ถือว่าคุ้มกับที่ได้เดินทางและตั้งใจมาชมกัน
เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตและได้เที่ยวชมเมืองไทย
ที่ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัส



สำหรับการไปเที่ยวในครั้งนี้
นอกเหนือจากได้เที่ยงชมธรรมชาติแล้ว
อีกอย่างที่ประทับใจคือเรื่องที่พัก
อย่างที่บอกว่าตอนไปเจ้าของก็ออกมาต้อนรับ
แล้วก็มีมะพร้าวอ่อนให้เราได้ลิ้มรส
ตอนเช้าทางบ้านพักก็จะเตรียมข้าวต้มกุ้ง
ขนมปัง เนยและแยม พร้อมโอวัลตินและกาแฟ
ไว้ให้เราไปนั่งรับประทานนั่งดื่มกันริมคลองนั่นเลย
ซึ่งบรรยากาศต้องบอกว่าเยี่ยมมากเลยครับ
แล้วบรรดาเจ้าของก็ออกมาพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง
เช้านั้น เด็กๆก็ได้มอบพวดดอกมะลิให้กับแม่ของเค้า
ผมและน้องชายรวมทั้งน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ก็ได้มอบพวงดอกมะลิพวงใหญ่ให้แม่เนื่องในวันแม่ด้วยเช่นกัน
ช่วงเช้าวันนั้นคลองหน้าบ้านพักจะมีเรือหางยาววิ่งกันไม่ขาดสาย
แล้วทั้งหมดนั้นก็จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งเรือชมบรรยากาศริมคลอง
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกฝรั่ง แต่ก็เห็นมีชาวเอเชียบ้างเหมือนกัน
อ่อ...แล้วบ้านพักเค้าก็มีคลองเล็กๆในสวน
มีเรือให้พายเล่น กันน้องสาวก็เลยพากันไปลองพาย
เกิดมายังไม่เคยพายเรือเลยครับ ซึ่งก็ลำบากกันน่าดู
เพราะพายทีมันก็จะหมุนที กว่าจะเช้าที่ก็เล่นเอาเมื่อยแขนกันน่าดู
แต่ก็สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ที่ดี
เลยอดที่จะชมคนที่เค้าพายเรือคนเดียวไม่ได้ว่าเก่งจริงๆ
ก่อนออกจากบ้านพัก ทางลูกชายเจ้าของบ้านพัก
ก็ขอนามบัตรเอาไว้ และบอกว่าจะส่งรูปที่ถ่ายมาให้ทางอีเมล์
จากบ้านพักที่ต่างจากที่จองไว้ในตอนแรก
แถมไกลจากอัมพวาจุดที่ตั้งใจไปเที่ยว
กลับเป็นบ้านพักที่ประทับใจพวกเราทั้งบรรยากาศและการต้อนรับ
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าถ้าจะไปเที่ยวที่นั่นอีก
ก็คงต้องคิดถึงที่นี่เป็นแรกอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

^_^ ผลสอบ ๒ สาว + การ์ดวันแม่ (๑๐ ส.ค. ๕๐)

ได้รับผลสอบของ ๒ สาวมาแล้ว
สอบได้ลำดับที่ ๙ ทั้งคู่เหมือนกับนัดกันไว้
แต่ถ้าดูเปอร์เซ็นต์พี่มินท์คนโตได้ ๗๖%
ส่วนพี่มิลค์คนรองได้ ๗๘%
ก็เลยบอกว่าทั้งคู่ว่า นี่ขนาดไม่ค่อยขยัน
ถ้าอ่านหนังสือเพิ่มอีกนิด ขยันอีกหน่อย
ก็คงสอบได้ลำดับต้นๆของห้อง
ไม่รู้ว่าจะทำกันหรือเปล่า

วันนี้ที่โรงเรียนเด็กๆมีจัดงานวันแม่
มีกิจกรรมมอบเข็มนักเรียนดีเด่นในวันแม่
มีการแสดงของนักเรียนระดับชั้นต่างๆ
ปีนี้บ้านนี้ไม่มีใครได้เข็มกัน
ปีที่แล้วพี่มิลค์เค้าได้เข็มนักเรียนดีเด่น
เมื่อไม่ได้เหรียญ ผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องไปร่วมงาน
ก็จะมีแต่แม่ของนักเรียนที่ได้รับเหรียญเท่านั้น
ที่จะต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำพิธี
เด็กๆทำการ์ดวันแม่และก็ซื้อดอกมะลิมาให้แม่ตัวเอง
ก็อย่างที่เห็นในรูปนั่นแหล่ะ
ดอกมะลิช่อซ้ายมือเป็นของพี่มินท์
ส่วนการ์ดใบบนกับดอกมะลิอีกช่อเป็นของพี่มิลค์
การ์ดสีเหลืองๆละมีรูปนั่นก็ของน้องเมลแน่นอน

^_^ นั่งเรือชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ช่วงหยุด ๒-๓ วันมานี้
ได้มีโอกาสพาครอบครัวไปสัมผัสบรรยากาศต่างจังหวัดมา
จริงๆเป็นความคิดของเจ้าน้องชายคนเดียวของผม
ซึ่งก็ชวนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วล่ะ
แล้วก็ปฏิเสธไปแล้วหนนึงด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อวันพุธที่แล้วก็ชวนมาอีก
แบบว่าอยากให้ไปด้วยให้ได้
เพราะว่าเป็นช่วงวันแม่
จะได้พาแม่ที่ลงมาเลี้ยงหลานที่ชลบุรีไปเที่ยวด้วย
สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าไปก็ได้
ซึ่งตอนแรกที่บอกไม่ได้ไปนั้น
น้องชายจองบ้านพักโฮมสเตย์ที่อัมพวาไว้แล้ว
พอผมเปลี่ยนใจน้องชายก็เลยต้องหาบ้านพักใหม่
เพราะว่าบ้านที่จองไว้ไม่เหลือแล้วนั่นเอง

การเดินทางก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้าวันเสาร์
ไปทานข้าวต้มกุ้งกันที่บ้านน้องสะใภ้ที่สมุทรปราการ
เมื่อเตรียมสัมภาระกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ออกเดินทางไปเส้นดาวคะนอง พระราม ๒
รถก็ถือว่าเยอะ แต่ไม่ถึงกับติด เรียกว่าไปได้คล่องตัว
ผ่านสมุทรสาคร เข้าสมุทรสงคราม
ก่อนเข้าบ้านพักก็แวะชมอุทธยาน ร.๒ กันสักครู่



ออกจากอุทธยานก็ขับเลยไปอีกประมาณ ๑๐ กว่ากิโล
ไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือตรงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ทำบนเรือจริงๆ
แต่เวลาทานต้องนั่งทานบนบก
ขืนนั่งทางบนเรือคงไม่ได้กินกันแน่ๆ



หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ขับย้อนกลับเส้นทางเดิมนิดหน่อย
เพื่อเข้าบ้านพักที่จองเอาไว้
บ้านพักนี้ชื่อว่า "บ้านไทยดำเนิน"



ต้องขับเข้าไปจากถนนใหญ่อีกประมาณ ๒-๓ กิโล
ทางไม่ถึงกับดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
ไปถึงเจ้าของรวมทั้งพนักงานก็ออกมาช่วยขนของ
พร้อมกับต้อนรับพวกเราทั้ง ๑๑ ชีวิต ซึ่งก็มีผู้ใหญ่ ๗ เด็กอีก ๔
ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อนที่ตัดจากต้นในสวนหลังบ้านพักนั่นแหล่ะ



บ้านพักที่เราไปพักถือว่าบรรยากาศเยี่ยมมากครับ
เท่าที่ได้คุยกับลูกหลานเจ้าของ
เค้าเพิ่มทำได้ไม่นาน เลยมีแค่ไม่กี่หลัง
และก็กำลังจะทำบ้านพักเพิ่มอีก
บ้านพักออกแบบอย่างลงตัวเอามากๆ
มีระเบียงหน้าบ้านพักให้นั่งเล่น
ในบ้านพักชั้นล่างมีเตียงคู่ มีห้องน้ำที่ออกแบบมาอย่างดี
ชั้นบนเป็นเหมือนห้องใต้หลังคาแต่ไม่ได้กั้นฝาผนัง
ซึ่งก็นอนได้อีกประมาณ ๓ คนแบบไม่ต้องเบียด
แล้วก็ไม่แปลกใจเพราะว่าลูกเจ้าของเค้าเป็นคนออกแบบ
และเค้าก็เปิดบริษัทออกแบบบ้านอยู่แล้ว
และส่วนใหญ่ก็บอกว่าทำให้กับลูกค้าต่างชาติที่พัทยา
มิน่า...บ้านพักถึงได้ออกแบบและตกแต่งอย่างลงตัว
ดังที่ได้เก็บภาพมาอวดกันข้างล่างนี่แหล่ะครับ

















หลังจากพักผ่อนตอนบ่ายกันได้ที่
ประมาณบ่าย ๔ โมงกว่าๆก็ออกจากบ้านพักอีกครั้ง
ขับเข้าไปตัว อ. อัมพวา เพื่อไปหามื้อเย็นทาน
เป็นร้านอาหารทะเลบรรยากาศริมแม่น้ำ
หลังจากทานเสร็จก็วกกลับไปแถวๆตลาดอัมพวา
ซึ่งก็เป็นด้านในของอุทธยาน ร. ๒ที่แวะกันช่วงแรกนั่นแหล่ะครับ
จุดประสงค์ที่จะเข้าไปดูบรรยากาศของตลาดน้ำ
และนั่งเรือชมหิ่งห้อยของ ๒ ฝั่งแม่น้ำ
คนที่มาเดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต้องบอกว่าเยอะมากๆ
อาจจะเพราะว่าเป็นวันหยุดคนเลยเที่ยวเยอะ
อีกอย่างเค้าจัดงานนิทรรศการอาหารอีกด้วย
ก็เดินๆดูกันสักครู่ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือ
กลัวจะเป็นภาระเพราะว่าจะต้องไปลงเรืออีก
ช่วงระหว่างรอก็ไปนั่งกินปังเย็นและน้ำเย็นๆดับร้อนกันริมน้ำ



จนกระทั่งถึงเวลา ๑ ทุ่ม ๕๐ ก็ได้เวลาลงเรือ
เรือที่เช่าเป็นเรือขนาดเล็กนั่งได้ประมาณ ๑๒ คน
ซึ่งเค้าจะขายตั๋วคนละ ๖๐ บาท
แต่ที่ไปนั่นเช่าแบบเหมาลำ เค้าคิด ๖๐๐ บาท
ไปกัน ๗ คน ผู้ใหญ่ ๔ เด็ก ๓
หายไป ๔ ชีวิตเพราะครอบครัวน้องชายกับแม่ยายไม่ได้ลง
ขับรถกลับบ้านพักไปก่อนตั้งแต่ทานข้าวเสร็จ
แบบว่าแม่ยายของน้องชายเค้ากลัวหลานสาวจะวุ่ยวายเวลาลงเรือ
เรือที่พาเราชมหิ่งห้อยจะพาไปตามลำน้ำ
ซึ่งจะวิ่งครบ ๑ รอบกลับมาท่าน้ำเดิมพอดี
ตอนแรกที่คิดคือสงสัยหิ่งห้อยจะบินว่อนไปมา
ที่ไหนได้ ต้องให้ทางคนขับเรือบอกถึงจะเห็น
ซึ่งหิ่งห้อยจะเกาะกันเต็มต้นลำพูปล่อยแสงระยิบระยับ
มองๆไปแล้วเหมือนกับต้นคริสต์มาสยังไงยังงั้นเลย
คนขับเรือเค้าจะรู้ว่าจุดไหนที่มีหิ่งห้อย
เพราะไม่ใช่ว่าจะมีทุกต้นที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ
มีจุดหนึ่งซึ่งคนขับเรือบอกว่าเป็นจุดที่เยอะที่สุด
ซึ่งก็เยอะอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เป็นพุ่มลำพูที่ใหญ่มากๆ
และหิ่งห้อยก็ส่องแสงวับๆเต็มไปหมด
แล้วมีจุดหนึ่งที่คนขับเรือบอกว่า
เป็นต้นเดียวที่ไม่ใช่ต้นลำพูแล้วหิ่งห้อยเกาะ
ต้นที่ว่าก็คือต้นหูกวาง ซึ่งก็เกาะกันเพียบด้วยเช่นกัน
ความรู้ที่ได้มากจากคนขับเรือคนนี้ก็คือ
ที่หิ่งห้อยเลือกเกาะต้นลำพู
ก็เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่มีน้ำเกาะที่ใบเยอะ
แล้วใต้ต้นลำพูก็เป็นที่วางไข่ของมันด้วย
ที่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เค้าห้ามจับหิ่งห้อยด้วย
เหมือนกับว่าเค้าให้อนุรักษ์ ไม่ใช่ไปทำลาย
จากที่ลงเรือนั่งชมหิ่งห้อยจากท่าน้ำตลาดอัมพวา
วิ่งจากคลองเล็กๆไปออกแม่น้ำที่กว้างเกือบร้อยเมตรได้
ช่วงที่ออกแม่น้ำสายใหญ่ก็เล่นเอาใจตุ้มๆต่อมๆ
เพราะเรือมันเล็กลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับขนาดของแม่น้ำ
และสุดท้ายกลับมาที่ท่าน้ำที่ลงเรือในตอนแรกด้วยสวัสดิภาพ



รวมระยะเวลาที่ลงเรือจนขึ้นจากเรือแล้วก็เกือบๆชั่วโมงได้
ส่วนระยะทางเท่าที่คนรับจองตั๋วเรือบอกเอาไว้
ว่าที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
ก็เพราะว่าระยะทางมันตั้ง ๑๗ กิโลเมตร
ก็ถือว่าคุ้มกับที่ได้เดินทางและตั้งใจมาชมกัน
เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตและได้เที่ยวชมเมืองไทย
ที่ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัส



สำหรับการไปเที่ยวในครั้งนี้
นอกเหนือจากได้เที่ยงชมธรรมชาติแล้ว
อีกอย่างที่ประทับใจคือเรื่องที่พัก
อย่างที่บอกว่าตอนไปเจ้าของก็ออกมาต้อนรับ
แล้วก็มีมะพร้าวอ่อนให้เราได้ลิ้มรส
ตอนเช้าทางบ้านพักก็จะเตรียมข้าวต้มกุ้ง
ขนมปัง เนยและแยม พร้อมโอวัลตินและกาแฟ
ไว้ให้เราไปนั่งรับประทานนั่งดื่มกันริมคลองนั่นเลย
ซึ่งบรรยากาศต้องบอกว่าเยี่ยมมากเลยครับ
แล้วบรรดาเจ้าของก็ออกมาพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง
เช้านั้น เด็กๆก็ได้มอบพวดดอกมะลิให้กับแม่ของเค้า
ผมและน้องชายรวมทั้งน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ก็ได้มอบพวงดอกมะลิพวงใหญ่ให้แม่เนื่องในวันแม่ด้วยเช่นกัน
ช่วงเช้าวันนั้นคลองหน้าบ้านพักจะมีเรือหางยาววิ่งกันไม่ขาดสาย
แล้วทั้งหมดนั้นก็จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งเรือชมบรรยากาศริมคลอง
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกฝรั่ง แต่ก็เห็นมีชาวเอเชียบ้างเหมือนกัน
อ่อ...แล้วบ้านพักเค้าก็มีคลองเล็กๆในสวน
มีเรือให้พายเล่น กันน้องสาวก็เลยพากันไปลองพาย
เกิดมายังไม่เคยพายเรือเลยครับ ซึ่งก็ลำบากกันน่าดู
เพราะพายทีมันก็จะหมุนที กว่าจะเช้าที่ก็เล่นเอาเมื่อยแขนกันน่าดู
แต่ก็สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ที่ดี
เลยอดที่จะชมคนที่เค้าพายเรือคนเดียวไม่ได้ว่าเก่งจริงๆ
ก่อนออกจากบ้านพัก ทางลูกชายเจ้าของบ้านพัก
ก็ขอนามบัตรเอาไว้ และบอกว่าจะส่งรูปที่ถ่ายมาให้ทางอีเมล์
จากบ้านพักที่ต่างจากที่จองไว้ในตอนแรก
แถมไกลจากอัมพวาจุดที่ตั้งใจไปเที่ยว
กลับเป็นบ้านพักที่ประทับใจพวกเราทั้งบรรยากาศและการต้อนรับ
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าถ้าจะไปเที่ยวที่นั่นอีก
ก็คงต้องคิดถึงที่นี่เป็นแรกอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

^_^ ผลสอบ ๒ สาว + การ์ดวันแม่ (๑๐ ส.ค. ๕๐)

ได้รับผลสอบของ ๒ สาวมาแล้ว
สอบได้ลำดับที่ ๙ ทั้งคู่เหมือนกับนัดกันไว้
แต่ถ้าดูเปอร์เซ็นต์พี่มินท์คนโตได้ ๗๖%
ส่วนพี่มิลค์คนรองได้ ๗๘%
ก็เลยบอกว่าทั้งคู่ว่า นี่ขนาดไม่ค่อยขยัน
ถ้าอ่านหนังสือเพิ่มอีกนิด ขยันอีกหน่อย
ก็คงสอบได้ลำดับต้นๆของห้อง
ไม่รู้ว่าจะทำกันหรือเปล่า

วันนี้ที่โรงเรียนเด็กๆมีจัดงานวันแม่
มีกิจกรรมมอบเข็มนักเรียนดีเด่นในวันแม่
มีการแสดงของนักเรียนระดับชั้นต่างๆ
ปีนี้บ้านนี้ไม่มีใครได้เข็มกัน
ปีที่แล้วพี่มิลค์เค้าได้เข็มนักเรียนดีเด่น
เมื่อไม่ได้เหรียญ ผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องไปร่วมงาน
ก็จะมีแต่แม่ของนักเรียนที่ได้รับเหรียญเท่านั้น
ที่จะต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำพิธี
เด็กๆทำการ์ดวันแม่และก็ซื้อดอกมะลิมาให้แม่ตัวเอง
ก็อย่างที่เห็นในรูปนั่นแหล่ะ
ดอกมะลิช่อซ้ายมือเป็นของพี่มินท์
ส่วนการ์ดใบบนกับดอกมะลิอีกช่อเป็นของพี่มิลค์
การ์ดสีเหลืองๆละมีรูปนั่นก็ของน้องเมลแน่นอน

^_^ ผมสอบน้องเมล (๕ ส.ค. ๕๐)

ได้ผมสอบกลางภาคของน้องเมลมาแล้วครับ
จริงๆได้มาตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่แล้วแล้วล่ะ
น้องเมลสอบได้ลำดับที่ ๘ ของห้อง
จากนักเรียนในห้อง อ.๒/๒ มีทั้งหมด ๑๙ คน
เออ...เด็กพวกนี้ชอบได้ลำดับแถวๆนี้กันแฮะ
ส่วนถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้ที่ ๘๕ % นิดๆ
ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีนะเนี่ย
ส่วนคนที่ได้สูงสุดอยู่ที่ ๙๑% แน่ะ
ลูกใครน้อ...ช่างเก่งดีแท้
แต่ถ้าเอาไปสอบคอมพิวเตอร์
รับรองน้องเมลสอบได้ท็อปแน่ๆ
เพราะว่าเล่นคอมที่บ้านจนพลุนไปแล้ว
ที่บอกว่าพลุนก็เพราะน้องเมลโหลดเกมส์จากเน็ตได้เอง
แถมติดตั้งได้เองอีกต่างหาก
ขนาดคุณภรรยายังอาย เพราะทำได้ยังไม่เท่าน้องเมลเล้ย



เมื่อวานไปเดอะ มอลล์ บางกะปิ
เรียกว่าเป็นห้างประจำและก็ไปประจำทุกสัปดาห์
แต่เกือบเป็นการไปเสียเทียวซะแล้ว
เพราะว่าดันเอาบัตร ATM ออกจากกระเป๋า
จริงๆตั้งใจเอาบัตรอีกใบออกมากกว่า
แต่พอไปถึงเดอะ มอลล์ แล้วจะกดตั้งเท่านั้นแหล่ะ
ถึงได้รู้ว่าไอ้ใบที่จะใช้มันไม่อยู่
ไอ้ใบที่อยู่ก็ไม่เหลือกะตังค์แล้ว
ยังดีที่ในกระเป๋าตังค์มีอยู่เกือบๆ ๓ พัน
ก็เลยยังได้ช้อปปิ้งข้าวของเครื่องใช้ในซูเปอร์ฯ
ได้มาเต็มคันรถขนาดกลาง หมดไปพันเจ็ด
เที่ยงนั้นก็เลยกินข้าวกันซะที่ฟู้ดเซ้นเตอร์ซะเลย
ก่อนกลับ ๒ สาวก็ได้หนังสือการ์ตูนมาคนละเล่ม
ชอบอ่านแต่ไม่ชอบเก็บ อ่านตรงไหนเรียราดตรงนั้น
สอนบ่อยๆบ่นประจำ ก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม
ส่วนน้องเมลได้หนังสือภาพการ์ตูน
ข้างในมีเกมให้เล่น มีภาพประกอบเรื่องให้ฝึกอ่าน
ส่วนที่ตั้งใจไปจ่ายค่า True Vision ค่ามือถือก็เลยต้องไปจ่ายทีหลัง

เมื่อวานตอนบ่ายได้ออกไปละลายคลอเรสเตอรอล
ด้วยการไปเตะบอลกับน้องๆ
รู้สึกว่าหลังๆมานี่วิ่งได้เยอะขึ้น
จากเดิมเมื่อ ๓ เดือนก่อนวิ่งไม่ถึง ๑๐ นาทีก็หอบ
แต่เมื่อวานวิ่งได้เกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไหว
แสดงว่าเข้าที่เข้าทางมาบ้างละ
แต่จะให้ฟิตเหมือนสมัยเรียนคงจะไม่ได้แล้ว
เอาแค่ได้ออกกำลังก็พอแล้วล่ะ

เย็นนี้ก็พากันไปว่ายน้ำในสระของโครงการกันทั้งบ้าน
วันนี้คนมาเล่นน้ำเยอะเลย โดยเฉพาะเด็กๆ
๒ สาวเค้าหัดว่ายโดยไม่ต้องใช่ห่วงยางแล้ว
พี่มินท์ว่ายได้ไกลหน่อย ส่วนพี่มิลค์พอได้บ้างแล้ว
ส่วนน้องเมลยังต้องใส่เสื้อชูชีพ
แต่ตอนนี้ให้ปล่อยไม่ต้องจับเค้าแล้ว
เพราะแรกๆเค้ากลัวจมเลยต้องให้จับตลอด
แต่หลังจากที่ลองปล่อยก็ติดใจ
ไม่ยอมให้จับซะอีกตอนนี้

มื้อเย็น...ฟาดส้มตำ ลาบหมู ละก็คอมหมูย่าง
พร้อมกันนั้นก็มีข้าวเหนียว กับขนมจีน
ช่วงนี้กินบ่อย เพราะคุณภรรยาบอกว่าหิว
เห็นบอกว่าใกล้เป็นประจำเดือนเลยหิวอะไรแซ่บๆ
ว่างั้นน่ะ...จริงหรือเปล่าไม่รู้
เพราะว่าไม่เคยเป็นประจำเดือนซะด้วยสิ

neon