^_^ นั่งเรือชมหิ่งห้อยที่อัมพวา
ช่วงหยุด ๒-๓ วันมานี้
ได้มีโอกาสพาครอบครัวไปสัมผัสบรรยากาศต่างจังหวัดมา
จริงๆเป็นความคิดของเจ้าน้องชายคนเดียวของผม
ซึ่งก็ชวนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วล่ะ
แล้วก็ปฏิเสธไปแล้วหนนึงด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อวันพุธที่แล้วก็ชวนมาอีก
แบบว่าอยากให้ไปด้วยให้ได้
เพราะว่าเป็นช่วงวันแม่
จะได้พาแม่ที่ลงมาเลี้ยงหลานที่ชลบุรีไปเที่ยวด้วย
สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าไปก็ได้
ซึ่งตอนแรกที่บอกไม่ได้ไปนั้น
น้องชายจองบ้านพักโฮมสเตย์ที่อัมพวาไว้แล้ว
พอผมเปลี่ยนใจน้องชายก็เลยต้องหาบ้านพักใหม่
เพราะว่าบ้านที่จองไว้ไม่เหลือแล้วนั่นเอง
การเดินทางก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้าวันเสาร์
ไปทานข้าวต้มกุ้งกันที่บ้านน้องสะใภ้ที่สมุทรปราการ
เมื่อเตรียมสัมภาระกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ออกเดินทางไปเส้นดาวคะนอง พระราม ๒
รถก็ถือว่าเยอะ แต่ไม่ถึงกับติด เรียกว่าไปได้คล่องตัว
ผ่านสมุทรสาคร เข้าสมุทรสงคราม
ก่อนเข้าบ้านพักก็แวะชมอุทธยาน ร.๒ กันสักครู่

ออกจากอุทธยานก็ขับเลยไปอีกประมาณ ๑๐ กว่ากิโล
ไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือตรงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ทำบนเรือจริงๆ
แต่เวลาทานต้องนั่งทานบนบก
ขืนนั่งทางบนเรือคงไม่ได้กินกันแน่ๆ

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ขับย้อนกลับเส้นทางเดิมนิดหน่อย
เพื่อเข้าบ้านพักที่จองเอาไว้
บ้านพักนี้ชื่อว่า "บ้านไทยดำเนิน"

ต้องขับเข้าไปจากถนนใหญ่อีกประมาณ ๒-๓ กิโล
ทางไม่ถึงกับดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
ไปถึงเจ้าของรวมทั้งพนักงานก็ออกมาช่วยขนของ
พร้อมกับต้อนรับพวกเราทั้ง ๑๑ ชีวิต ซึ่งก็มีผู้ใหญ่ ๗ เด็กอีก ๔
ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อนที่ตัดจากต้นในสวนหลังบ้านพักนั่นแหล่ะ

บ้านพักที่เราไปพักถือว่าบรรยากาศเยี่ยมมากครับ
เท่าที่ได้คุยกับลูกหลานเจ้าของ
เค้าเพิ่มทำได้ไม่นาน เลยมีแค่ไม่กี่หลัง
และก็กำลังจะทำบ้านพักเพิ่มอีก
บ้านพักออกแบบอย่างลงตัวเอามากๆ
มีระเบียงหน้าบ้านพักให้นั่งเล่น
ในบ้านพักชั้นล่างมีเตียงคู่ มีห้องน้ำที่ออกแบบมาอย่างดี
ชั้นบนเป็นเหมือนห้องใต้หลังคาแต่ไม่ได้กั้นฝาผนัง
ซึ่งก็นอนได้อีกประมาณ ๓ คนแบบไม่ต้องเบียด
แล้วก็ไม่แปลกใจเพราะว่าลูกเจ้าของเค้าเป็นคนออกแบบ
และเค้าก็เปิดบริษัทออกแบบบ้านอยู่แล้ว
และส่วนใหญ่ก็บอกว่าทำให้กับลูกค้าต่างชาติที่พัทยา
มิน่า...บ้านพักถึงได้ออกแบบและตกแต่งอย่างลงตัว
ดังที่ได้เก็บภาพมาอวดกันข้างล่างนี่แหล่ะครับ








หลังจากพักผ่อนตอนบ่ายกันได้ที่
ประมาณบ่าย ๔ โมงกว่าๆก็ออกจากบ้านพักอีกครั้ง
ขับเข้าไปตัว อ. อัมพวา เพื่อไปหามื้อเย็นทาน
เป็นร้านอาหารทะเลบรรยากาศริมแม่น้ำ
หลังจากทานเสร็จก็วกกลับไปแถวๆตลาดอัมพวา
ซึ่งก็เป็นด้านในของอุทธยาน ร. ๒ที่แวะกันช่วงแรกนั่นแหล่ะครับ
จุดประสงค์ที่จะเข้าไปดูบรรยากาศของตลาดน้ำ
และนั่งเรือชมหิ่งห้อยของ ๒ ฝั่งแม่น้ำ
คนที่มาเดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต้องบอกว่าเยอะมากๆ
อาจจะเพราะว่าเป็นวันหยุดคนเลยเที่ยวเยอะ
อีกอย่างเค้าจัดงานนิทรรศการอาหารอีกด้วย
ก็เดินๆดูกันสักครู่ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือ
กลัวจะเป็นภาระเพราะว่าจะต้องไปลงเรืออีก
ช่วงระหว่างรอก็ไปนั่งกินปังเย็นและน้ำเย็นๆดับร้อนกันริมน้ำ

จนกระทั่งถึงเวลา ๑ ทุ่ม ๕๐ ก็ได้เวลาลงเรือ
เรือที่เช่าเป็นเรือขนาดเล็กนั่งได้ประมาณ ๑๒ คน
ซึ่งเค้าจะขายตั๋วคนละ ๖๐ บาท
แต่ที่ไปนั่นเช่าแบบเหมาลำ เค้าคิด ๖๐๐ บาท
ไปกัน ๗ คน ผู้ใหญ่ ๔ เด็ก ๓
หายไป ๔ ชีวิตเพราะครอบครัวน้องชายกับแม่ยายไม่ได้ลง
ขับรถกลับบ้านพักไปก่อนตั้งแต่ทานข้าวเสร็จ
แบบว่าแม่ยายของน้องชายเค้ากลัวหลานสาวจะวุ่ยวายเวลาลงเรือ
เรือที่พาเราชมหิ่งห้อยจะพาไปตามลำน้ำ
ซึ่งจะวิ่งครบ ๑ รอบกลับมาท่าน้ำเดิมพอดี
ตอนแรกที่คิดคือสงสัยหิ่งห้อยจะบินว่อนไปมา
ที่ไหนได้ ต้องให้ทางคนขับเรือบอกถึงจะเห็น
ซึ่งหิ่งห้อยจะเกาะกันเต็มต้นลำพูปล่อยแสงระยิบระยับ
มองๆไปแล้วเหมือนกับต้นคริสต์มาสยังไงยังงั้นเลย
คนขับเรือเค้าจะรู้ว่าจุดไหนที่มีหิ่งห้อย
เพราะไม่ใช่ว่าจะมีทุกต้นที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ
มีจุดหนึ่งซึ่งคนขับเรือบอกว่าเป็นจุดที่เยอะที่สุด
ซึ่งก็เยอะอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เป็นพุ่มลำพูที่ใหญ่มากๆ
และหิ่งห้อยก็ส่องแสงวับๆเต็มไปหมด
แล้วมีจุดหนึ่งที่คนขับเรือบอกว่า
เป็นต้นเดียวที่ไม่ใช่ต้นลำพูแล้วหิ่งห้อยเกาะ
ต้นที่ว่าก็คือต้นหูกวาง ซึ่งก็เกาะกันเพียบด้วยเช่นกัน
ความรู้ที่ได้มากจากคนขับเรือคนนี้ก็คือ
ที่หิ่งห้อยเลือกเกาะต้นลำพู
ก็เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่มีน้ำเกาะที่ใบเยอะ
แล้วใต้ต้นลำพูก็เป็นที่วางไข่ของมันด้วย
ที่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เค้าห้ามจับหิ่งห้อยด้วย
เหมือนกับว่าเค้าให้อนุรักษ์ ไม่ใช่ไปทำลาย
จากที่ลงเรือนั่งชมหิ่งห้อยจากท่าน้ำตลาดอัมพวา
วิ่งจากคลองเล็กๆไปออกแม่น้ำที่กว้างเกือบร้อยเมตรได้
ช่วงที่ออกแม่น้ำสายใหญ่ก็เล่นเอาใจตุ้มๆต่อมๆ
เพราะเรือมันเล็กลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับขนาดของแม่น้ำ
และสุดท้ายกลับมาที่ท่าน้ำที่ลงเรือในตอนแรกด้วยสวัสดิภาพ

รวมระยะเวลาที่ลงเรือจนขึ้นจากเรือแล้วก็เกือบๆชั่วโมงได้
ส่วนระยะทางเท่าที่คนรับจองตั๋วเรือบอกเอาไว้
ว่าที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
ก็เพราะว่าระยะทางมันตั้ง ๑๗ กิโลเมตร
ก็ถือว่าคุ้มกับที่ได้เดินทางและตั้งใจมาชมกัน
เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตและได้เที่ยวชมเมืองไทย
ที่ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัส

สำหรับการไปเที่ยวในครั้งนี้
นอกเหนือจากได้เที่ยงชมธรรมชาติแล้ว
อีกอย่างที่ประทับใจคือเรื่องที่พัก
อย่างที่บอกว่าตอนไปเจ้าของก็ออกมาต้อนรับ
แล้วก็มีมะพร้าวอ่อนให้เราได้ลิ้มรส
ตอนเช้าทางบ้านพักก็จะเตรียมข้าวต้มกุ้ง
ขนมปัง เนยและแยม พร้อมโอวัลตินและกาแฟ
ไว้ให้เราไปนั่งรับประทานนั่งดื่มกันริมคลองนั่นเลย
ซึ่งบรรยากาศต้องบอกว่าเยี่ยมมากเลยครับ
แล้วบรรดาเจ้าของก็ออกมาพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง
เช้านั้น เด็กๆก็ได้มอบพวดดอกมะลิให้กับแม่ของเค้า
ผมและน้องชายรวมทั้งน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ก็ได้มอบพวงดอกมะลิพวงใหญ่ให้แม่เนื่องในวันแม่ด้วยเช่นกัน
ช่วงเช้าวันนั้นคลองหน้าบ้านพักจะมีเรือหางยาววิ่งกันไม่ขาดสาย
แล้วทั้งหมดนั้นก็จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งเรือชมบรรยากาศริมคลอง
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกฝรั่ง แต่ก็เห็นมีชาวเอเชียบ้างเหมือนกัน
อ่อ...แล้วบ้านพักเค้าก็มีคลองเล็กๆในสวน
มีเรือให้พายเล่น กันน้องสาวก็เลยพากันไปลองพาย
เกิดมายังไม่เคยพายเรือเลยครับ ซึ่งก็ลำบากกันน่าดู
เพราะพายทีมันก็จะหมุนที กว่าจะเช้าที่ก็เล่นเอาเมื่อยแขนกันน่าดู
แต่ก็สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ที่ดี
เลยอดที่จะชมคนที่เค้าพายเรือคนเดียวไม่ได้ว่าเก่งจริงๆ
ก่อนออกจากบ้านพัก ทางลูกชายเจ้าของบ้านพัก
ก็ขอนามบัตรเอาไว้ และบอกว่าจะส่งรูปที่ถ่ายมาให้ทางอีเมล์
จากบ้านพักที่ต่างจากที่จองไว้ในตอนแรก
แถมไกลจากอัมพวาจุดที่ตั้งใจไปเที่ยว
กลับเป็นบ้านพักที่ประทับใจพวกเราทั้งบรรยากาศและการต้อนรับ
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าถ้าจะไปเที่ยวที่นั่นอีก
ก็คงต้องคิดถึงที่นี่เป็นแรกอย่างแน่นอนเลยทีเดียว
ได้มีโอกาสพาครอบครัวไปสัมผัสบรรยากาศต่างจังหวัดมา
จริงๆเป็นความคิดของเจ้าน้องชายคนเดียวของผม
ซึ่งก็ชวนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วล่ะ
แล้วก็ปฏิเสธไปแล้วหนนึงด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อวันพุธที่แล้วก็ชวนมาอีก
แบบว่าอยากให้ไปด้วยให้ได้
เพราะว่าเป็นช่วงวันแม่
จะได้พาแม่ที่ลงมาเลี้ยงหลานที่ชลบุรีไปเที่ยวด้วย
สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าไปก็ได้
ซึ่งตอนแรกที่บอกไม่ได้ไปนั้น
น้องชายจองบ้านพักโฮมสเตย์ที่อัมพวาไว้แล้ว
พอผมเปลี่ยนใจน้องชายก็เลยต้องหาบ้านพักใหม่
เพราะว่าบ้านที่จองไว้ไม่เหลือแล้วนั่นเอง
การเดินทางก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้าวันเสาร์
ไปทานข้าวต้มกุ้งกันที่บ้านน้องสะใภ้ที่สมุทรปราการ
เมื่อเตรียมสัมภาระกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ออกเดินทางไปเส้นดาวคะนอง พระราม ๒
รถก็ถือว่าเยอะ แต่ไม่ถึงกับติด เรียกว่าไปได้คล่องตัว
ผ่านสมุทรสาคร เข้าสมุทรสงคราม
ก่อนเข้าบ้านพักก็แวะชมอุทธยาน ร.๒ กันสักครู่

ออกจากอุทธยานก็ขับเลยไปอีกประมาณ ๑๐ กว่ากิโล
ไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือตรงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ทำบนเรือจริงๆ
แต่เวลาทานต้องนั่งทานบนบก
ขืนนั่งทางบนเรือคงไม่ได้กินกันแน่ๆ

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย
ก็ขับย้อนกลับเส้นทางเดิมนิดหน่อย
เพื่อเข้าบ้านพักที่จองเอาไว้
บ้านพักนี้ชื่อว่า "บ้านไทยดำเนิน"

ต้องขับเข้าไปจากถนนใหญ่อีกประมาณ ๒-๓ กิโล
ทางไม่ถึงกับดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
ไปถึงเจ้าของรวมทั้งพนักงานก็ออกมาช่วยขนของ
พร้อมกับต้อนรับพวกเราทั้ง ๑๑ ชีวิต ซึ่งก็มีผู้ใหญ่ ๗ เด็กอีก ๔
ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อนที่ตัดจากต้นในสวนหลังบ้านพักนั่นแหล่ะ

บ้านพักที่เราไปพักถือว่าบรรยากาศเยี่ยมมากครับ
เท่าที่ได้คุยกับลูกหลานเจ้าของ
เค้าเพิ่มทำได้ไม่นาน เลยมีแค่ไม่กี่หลัง
และก็กำลังจะทำบ้านพักเพิ่มอีก
บ้านพักออกแบบอย่างลงตัวเอามากๆ
มีระเบียงหน้าบ้านพักให้นั่งเล่น
ในบ้านพักชั้นล่างมีเตียงคู่ มีห้องน้ำที่ออกแบบมาอย่างดี
ชั้นบนเป็นเหมือนห้องใต้หลังคาแต่ไม่ได้กั้นฝาผนัง
ซึ่งก็นอนได้อีกประมาณ ๓ คนแบบไม่ต้องเบียด
แล้วก็ไม่แปลกใจเพราะว่าลูกเจ้าของเค้าเป็นคนออกแบบ
และเค้าก็เปิดบริษัทออกแบบบ้านอยู่แล้ว
และส่วนใหญ่ก็บอกว่าทำให้กับลูกค้าต่างชาติที่พัทยา
มิน่า...บ้านพักถึงได้ออกแบบและตกแต่งอย่างลงตัว
ดังที่ได้เก็บภาพมาอวดกันข้างล่างนี่แหล่ะครับ








หลังจากพักผ่อนตอนบ่ายกันได้ที่
ประมาณบ่าย ๔ โมงกว่าๆก็ออกจากบ้านพักอีกครั้ง
ขับเข้าไปตัว อ. อัมพวา เพื่อไปหามื้อเย็นทาน
เป็นร้านอาหารทะเลบรรยากาศริมแม่น้ำ
หลังจากทานเสร็จก็วกกลับไปแถวๆตลาดอัมพวา
ซึ่งก็เป็นด้านในของอุทธยาน ร. ๒ที่แวะกันช่วงแรกนั่นแหล่ะครับ
จุดประสงค์ที่จะเข้าไปดูบรรยากาศของตลาดน้ำ
และนั่งเรือชมหิ่งห้อยของ ๒ ฝั่งแม่น้ำ
คนที่มาเดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต้องบอกว่าเยอะมากๆ
อาจจะเพราะว่าเป็นวันหยุดคนเลยเที่ยวเยอะ
อีกอย่างเค้าจัดงานนิทรรศการอาหารอีกด้วย
ก็เดินๆดูกันสักครู่ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือ
กลัวจะเป็นภาระเพราะว่าจะต้องไปลงเรืออีก
ช่วงระหว่างรอก็ไปนั่งกินปังเย็นและน้ำเย็นๆดับร้อนกันริมน้ำ

จนกระทั่งถึงเวลา ๑ ทุ่ม ๕๐ ก็ได้เวลาลงเรือ
เรือที่เช่าเป็นเรือขนาดเล็กนั่งได้ประมาณ ๑๒ คน
ซึ่งเค้าจะขายตั๋วคนละ ๖๐ บาท
แต่ที่ไปนั่นเช่าแบบเหมาลำ เค้าคิด ๖๐๐ บาท
ไปกัน ๗ คน ผู้ใหญ่ ๔ เด็ก ๓
หายไป ๔ ชีวิตเพราะครอบครัวน้องชายกับแม่ยายไม่ได้ลง
ขับรถกลับบ้านพักไปก่อนตั้งแต่ทานข้าวเสร็จ
แบบว่าแม่ยายของน้องชายเค้ากลัวหลานสาวจะวุ่ยวายเวลาลงเรือ
เรือที่พาเราชมหิ่งห้อยจะพาไปตามลำน้ำ
ซึ่งจะวิ่งครบ ๑ รอบกลับมาท่าน้ำเดิมพอดี
ตอนแรกที่คิดคือสงสัยหิ่งห้อยจะบินว่อนไปมา
ที่ไหนได้ ต้องให้ทางคนขับเรือบอกถึงจะเห็น
ซึ่งหิ่งห้อยจะเกาะกันเต็มต้นลำพูปล่อยแสงระยิบระยับ
มองๆไปแล้วเหมือนกับต้นคริสต์มาสยังไงยังงั้นเลย
คนขับเรือเค้าจะรู้ว่าจุดไหนที่มีหิ่งห้อย
เพราะไม่ใช่ว่าจะมีทุกต้นที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ
มีจุดหนึ่งซึ่งคนขับเรือบอกว่าเป็นจุดที่เยอะที่สุด
ซึ่งก็เยอะอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เป็นพุ่มลำพูที่ใหญ่มากๆ
และหิ่งห้อยก็ส่องแสงวับๆเต็มไปหมด
แล้วมีจุดหนึ่งที่คนขับเรือบอกว่า
เป็นต้นเดียวที่ไม่ใช่ต้นลำพูแล้วหิ่งห้อยเกาะ
ต้นที่ว่าก็คือต้นหูกวาง ซึ่งก็เกาะกันเพียบด้วยเช่นกัน
ความรู้ที่ได้มากจากคนขับเรือคนนี้ก็คือ
ที่หิ่งห้อยเลือกเกาะต้นลำพู
ก็เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่มีน้ำเกาะที่ใบเยอะ
แล้วใต้ต้นลำพูก็เป็นที่วางไข่ของมันด้วย
ที่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เค้าห้ามจับหิ่งห้อยด้วย
เหมือนกับว่าเค้าให้อนุรักษ์ ไม่ใช่ไปทำลาย
จากที่ลงเรือนั่งชมหิ่งห้อยจากท่าน้ำตลาดอัมพวา
วิ่งจากคลองเล็กๆไปออกแม่น้ำที่กว้างเกือบร้อยเมตรได้
ช่วงที่ออกแม่น้ำสายใหญ่ก็เล่นเอาใจตุ้มๆต่อมๆ
เพราะเรือมันเล็กลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับขนาดของแม่น้ำ
และสุดท้ายกลับมาที่ท่าน้ำที่ลงเรือในตอนแรกด้วยสวัสดิภาพ

รวมระยะเวลาที่ลงเรือจนขึ้นจากเรือแล้วก็เกือบๆชั่วโมงได้
ส่วนระยะทางเท่าที่คนรับจองตั๋วเรือบอกเอาไว้
ว่าที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
ก็เพราะว่าระยะทางมันตั้ง ๑๗ กิโลเมตร
ก็ถือว่าคุ้มกับที่ได้เดินทางและตั้งใจมาชมกัน
เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตและได้เที่ยวชมเมืองไทย
ที่ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้และไม่เคยได้สัมผัส

สำหรับการไปเที่ยวในครั้งนี้
นอกเหนือจากได้เที่ยงชมธรรมชาติแล้ว
อีกอย่างที่ประทับใจคือเรื่องที่พัก
อย่างที่บอกว่าตอนไปเจ้าของก็ออกมาต้อนรับ
แล้วก็มีมะพร้าวอ่อนให้เราได้ลิ้มรส
ตอนเช้าทางบ้านพักก็จะเตรียมข้าวต้มกุ้ง
ขนมปัง เนยและแยม พร้อมโอวัลตินและกาแฟ
ไว้ให้เราไปนั่งรับประทานนั่งดื่มกันริมคลองนั่นเลย
ซึ่งบรรยากาศต้องบอกว่าเยี่ยมมากเลยครับ
แล้วบรรดาเจ้าของก็ออกมาพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง
เช้านั้น เด็กๆก็ได้มอบพวดดอกมะลิให้กับแม่ของเค้า
ผมและน้องชายรวมทั้งน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ก็ได้มอบพวงดอกมะลิพวงใหญ่ให้แม่เนื่องในวันแม่ด้วยเช่นกัน
ช่วงเช้าวันนั้นคลองหน้าบ้านพักจะมีเรือหางยาววิ่งกันไม่ขาดสาย
แล้วทั้งหมดนั้นก็จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งเรือชมบรรยากาศริมคลอง
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกฝรั่ง แต่ก็เห็นมีชาวเอเชียบ้างเหมือนกัน
อ่อ...แล้วบ้านพักเค้าก็มีคลองเล็กๆในสวน
มีเรือให้พายเล่น กันน้องสาวก็เลยพากันไปลองพาย
เกิดมายังไม่เคยพายเรือเลยครับ ซึ่งก็ลำบากกันน่าดู
เพราะพายทีมันก็จะหมุนที กว่าจะเช้าที่ก็เล่นเอาเมื่อยแขนกันน่าดู
แต่ก็สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ที่ดี
เลยอดที่จะชมคนที่เค้าพายเรือคนเดียวไม่ได้ว่าเก่งจริงๆ
ก่อนออกจากบ้านพัก ทางลูกชายเจ้าของบ้านพัก
ก็ขอนามบัตรเอาไว้ และบอกว่าจะส่งรูปที่ถ่ายมาให้ทางอีเมล์
จากบ้านพักที่ต่างจากที่จองไว้ในตอนแรก
แถมไกลจากอัมพวาจุดที่ตั้งใจไปเที่ยว
กลับเป็นบ้านพักที่ประทับใจพวกเราทั้งบรรยากาศและการต้อนรับ
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าถ้าจะไปเที่ยวที่นั่นอีก
ก็คงต้องคิดถึงที่นี่เป็นแรกอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

